ReadyPlanet.com
dot dot
น้ำและไอน้ำ article
บทความวิศวกร
น้ำและไอน้ำ

โดย นิตยา จันตัน วิศวกร สถานจัดการและอนุรักษ์พลังงาน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

น้ำ ถือว่าเป็นปัจจัยพื้นฐานของการดำรงชีวิตของมนุษย์อย่างเราๆ ท่านๆ ทุกคน และคุณสมบัติทั่วไปของน้ำ ก็ทราบกันเป็นอย่างดีว่าเป็นของแข็งก็ได้ เป็นของเหลวและก๊าซก็ได้ ซึ่งการใช้ประโยชน์ในแต่ละสถานะนั้นก็แตกต่างกันไป หากแต่ในบทความนี้ คงจะกล่าวถึงแต่เฉพาะการใช้ประโยชน์เพียงสถานะก๊าซเท่านั้น หรือที่เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ไอน้ำ ถ้าถามว่าทำไมจึงต้องใช้ไอน้ำและศึกษาเรื่องไอน้ำ ซึ่งแต่ก่อนใช้ไอน้ำเพียงแค่ประกอบอาหาร แต่ปัจจุบัน เราใช้ประโยชน์จากไอน้ำในรูปแบบของพลังงานความร้อน ซึ่งมีราคาถูก หาง่าย การควบคุมอุณหภูมิ และความดันเป็นไปได้ง่าย และ ใน อุตสาหกรรมบางชนิด ไอน้ำ ถือเป็นปัจจัยหลักที่มีความสำคัญมากด้วย เช่น อุตสาหกรรมการทำบะหมี่ อุตสาหกรรมย้อมผ้า เป็นต้น ดังนั้น จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องศึกษา ไอน้ำและการใช้ไอน้ำ เพื่อใช้ประโยชน์ของไอน้ำให้ได้คุ้มค่าที่สุด และจะทำให้ต้นทุนในการผลิตต่ำที่สุดด้วย

สิ่งที่เราจะนำประโยชน์จากไอน้ำมาใช้นั้น คือ ปริมาณพลังงานรวม ที่เกิดขึ้นโดยความดันและอุณหภูมิ ณ สถานะไอน้ำ หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "เอ็นธาลปี" (Enthalpy) แต่จะนำ "เอ็นธาลปีจำเพาะ" (Specific Enthalpy) หรือ เอ็นธาลปี (ปริมาณพลังงาน) ของมวลสารหนึ่งหน่วย ( 1 กิโลกรัม) ปกติมักใช้หน่วยนี้ว่า kJ/kg มาใช้ในการคำนวณ

ความจุความร้อนจำเพาะ (Specific Heat Capacity)
คือ หน่วยวัดความสามารถของวัตถุในการดูดซึมความร้อนนั่นคือ ปริมาณของพลังงาน (จูล) ที่ต้องการทำให้สาร 1 กิโลกรัม มีอุณหภูมิเพิ่มขึ้น 1 องศาเซลเซียส หน่วยที่ใช้คือ kJ/kg C (น้ำมีความจุความร้อนจำเพาะ 4.186 kJ/kg C)

ความดันสัมบูรณ์และความดันเกจ (Absolute Pressure and Gauge Pressure)
ความดันสัมบูรณ์ คือ ระดับความดันที่อยู่เหนือกว่าสภาพการปราศจากความดันในสูญญากาศสัมบูรณ์ตามทฤษฎี ศูนย์สัมบูรณ์ เช่น ความดันบรรยากาศที่มีค่าเท่ากับ 1.013 บาร์สัมบูรณ์ (Bar abs.) ที่ระดับน้ำทะเล

ความดันเกจคือความดันที่ปรากฏขึ้นที่เครื่องวัดความดันมาตรฐาน ซึ่งติดอยู่กับระบบไอน้ำ ความดันเกจเป็นความดันที่อยู่ในระดับเหนือกว่าความดันบรรยากาศ ตรงจุดเลขศูนย์ที่หน้าปัทม์ของเครื่องวัดจึงมีค่าโดยประมาณเท่ากับ 1.013 บาร์สมบูรณ์

ดังนั้นความดัน 3 บาร์สมบูรณ์ จึงประกอบด้วยความดันเกจ 1.987 บาร์บวกกับความดันบรรยากาศ 1.013 บาร์ ( 1 บาร์ เท่ากับ 100 kPa )

ความร้อนและการถ่ายเทความร้อน (Heat and Heat Transfer)
การถ่ายเทความร้อนนั้น จะ ใช้การไหลของเอ็นธาลปีจากสสารหนึ่งที่มีอุณหภูมิสูงไปยังอีกสสารหนึ่งที่มีอุณหภูมิต่ำกว่า เมื่อนำสสารทั้งสองมาสัมผัสกัน

เมื่อทุกท่านทำความรู้จักความหมายของบางคำที่สำคัญแล้ว ต่อไปเราจะศึกษาว่าจะนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างไร…..ความดันที่เกิดขึ้นโดยบรรยากาศในขณะที่น้ำเดือด ณ อุณหภูมิ 100C เท่ากับ 1.01325 บาร์ ซึ่งใกล้เคียงกับความดันบรรยากาศ 1 บาร์ หากน้ำในหม้อไอน้ำร้อนขึ้นจนเกิดไอน้ำ ไอน้ำนั้นจะก่อตัวขึ้น แล้วความดันของไอน้ำและความดันของน้ำก็จะเพิ่มมากขึ้น และถ้ามีไอน้ำเพิ่มขึ้นมากๆ ก็จะต้องดันหม้อไอน้ำ ดังนั้นเราสามารถนำความดันนี้ไปใช้ประโยชน์ แล้วปล่อยให้ไอน้ำภายใต้ความดันพุ่งไปยังเครื่องอุปกรณ์อะไรบางอย่าง ชนิดที่ทำให้สามารถควบแน่นเป็นน้ำได้ โดยยังมีความดันอยู่เช่นเดิมแล้ว จึงนำน้ำที่ควบแน่นแล้วนี้ไหลต่อไปยังหม้อไอน้ำอีกครั้งหนึ่ง หม้อไอน้ำจะทำงานด้วยความดันที่สูงกว่าความดันบรรยากาศ อุณหภูมิของน้ำอิ่มตัวและของไอน้ำก็จะสูงกว่า 100C เช่น ถ้าความดันเท่ากับ 10 บาร์สมบูรณ์ อุณหภูมิของน้ำอิ่มตัวก็จะเท่ากับ 180C ซึ่งถ้าอุณหภูมิสูงๆ จะทำให้น้ำได้รับปริมาณ "เอ็นธาลปีของน้ำอิ่มตัว" มากขึ้น ในอีกทางหนึ่งเอ็นธาลปีของการกลายเป็นไอน้ำที่จำเป็นต้องใช้ในการทำให้น้ำอิ่มตัวกลายเป็นไอนั้นจะลดลงในขณะที่ความดันเพิ่มขึ้น โมเลกุลของไอน้ำในความดันสูงๆ จะเกาะกลุ่มกันอยู่หนาแน่นกว่า และปริมาณพลังงานที่ต้องการเพิ่มเติมเพื่อช่วยให้โมเลกุลเหล่านั้นแยกตัวออกจากน้ำก็จะลดน้อยลง ในความดันที่สูงมากๆ ประมาณเหนือกว่า 221 บาร์ ระดับพลังงานของโมเลกุลไอน้ำก็จะมีค่าเท่ากันกับระดับพลังงานของน้ำ และเอ็นธาลปีของการกลายเป็นไอน้ำก็จะเหลือเพียงศูนย์ อีกสิ่งหนึ่งคือ ปริมาตร ซึ่งปริมาตรของมวลสารใดๆ ย่อมขึ้นอยู่กับความดัน ณ ความดันบรรยากาศ ไอน้ำ 1 kg จะมีปริมาตรเท่ากับ 1.673 ลูกบาศก์เมตร ณ ความดัน 10 บาร์สมบูรณ์ ไอน้ำ 1 kg เท่ากันนั้นจะมีปริมาตรเพียง 0.1943 ลูกบาศก์เมตรเท่านั้น ปริมาตรของไอน้ำ 1 kg ณ ความดันระดับใดระดับหนึ่งเรียกว่า ปริมาตรจำเพาะ ( Specific Volumne , vg)

รูปที่ 1 ไอน้ำอิ่มตัวแห้ง – ความดัน / ปริมาตรจำเพาะ
รูปที่ 1 ไอน้ำอิ่มตัวแห้ง – ความดัน / ปริมาตรจำเพาะ

ลักษณะของไอน้ำที่จะนำไปใช้นั้นก็มีไอน้ำแห้งและไอน้ำเปียก ความแตกต่างของทั้งสอง คือ ไอน้ำอิ่มตัวแห้งคือ ไอน้ำที่กลายเป็นไอโดยสิ้นเชิงจนไม่มีหยดน้ำหรือละอองน้ำ ซึ่งเป็นของเหลวปนอยู่ด้วยเลย ซึ่งในทางปฏิบัตินั้น ไอน้ำมักจะมีหยดน้ำเล็กๆ ปนอยู่ด้วยซึ่งทำให้ ไม่ใช่ไอน้ำอิ่มตัวและแห้ง ซึ่งก็เป็นเรื่องที่สำคัญมากเรื่องหนึ่ง ดังนั้น ไอน้ำเปียก คือ ไอน้ำที่ยังมีหยดน้ำหรือละอองน้ำปนอยู่ยกตัวอย่างเช่น เราจะสามารถคำนวณหาเอ็นธาลปีจำเพาะของไอน้ำที่ 7 บาร์ ซึ่งมีอัตราส่วนการแห้ง 0.95 ได้ดังนี้

ไอน้ำเปียก 1 kg จะมีเอ็นธาลปีของน้ำอิ่มตัวอยู่เต็มที่แต่เนื่องจากไอน้ำแห้ง 0.95 kg มีน้ำปนอยู่ด้วย 0.05 kg ปริมาณเอ็นธาลปีของการกลายเป็นไอน้ำจึงมีอยู่เท่ากับ 0.95 เท่านั้น เพราะฉะนั้นเอ็นธาลปีจำเพาะของไอน้ำจึงเท่ากับ

hg = hf + (0.95 x hfg)
เมื่อ
        hg คือ เอ็นธาลปีจำเพาะของไอน้ำอิ่มตัว
        hf คือ เอ็นธาลปีจำเพาะของน้ำอิ่มตัว
        hfg คือ เอ็นธาลปีของการกลายเป็นไอน้ำ
รูปที่ 2   เอ็นธาลปีของไอน้ำ 1 kg ที่ความดันบรรยากาศ
รูปที่ 2 เอ็นธาลปีของไอน้ำ 1 kg ที่ความดันบรรยากาศ


รูปที่ 3   เอ็นธาลปีของไอน้ำ 1 kg ที่ความดัน 10 บาร์สัมบูรณ์
รูปที่ 3 เอ็นธาลปีของไอน้ำ 1 kg ที่ความดัน 10 บาร์สัมบูรณ์
หากว่า ความดันเพิ่มขึ้น
        เอ็นธาลปีของไอน้ำอิ่มตัวจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อย
        เอ็นธาลปีของน้ำอิ่มตัวจะเพิ่มขึ้น
        เอ็นธาลปีของการกลายเป็นไอน้ำอิ่มตัวจะลดลง
หากว่า ความดันลดลง
        เอ็นธาลปีของไอน้ำอิ่มตัวจะลดลงเล็กน้อย
        เอ็นธาลปีของน้ำอิ่มตัวจะลดลง
        เอ็นธาลปีของการกลายเป็นไอน้ำอิ่มตัวจะเพิ่มขึ้น


รูปที่ 4 กราฟแสดงอุณหภูมิ -  เอ็นธาลปี /C
รูปที่ 4 กราฟแสดงอุณหภูมิ - เอ็นธาลปี/C

ถ้าสังเกตกราฟจากรูปที่ 4 จะพบว่า การเปลี่ยนสภาพจากน้ำเป็นไอน้ำ และผลของการเพิ่มเอ็นธาลปีที่มีต่อสภาพทั้งสองอย่าง เส้นดิ่งแสดงอุณหภูมิ เส้นนอนคือ เอ็นธาลปี ที่แบ่งออกามระดับอุณหภูมิในช่วงที่มีการเพิ่มเอ็นธาลปีเข้าไปพื้นที่ที่ต่ำกว่าแนวเส้นเหล่านั้นในกราฟก็คือ เอ็นธาลปีที่จุด A ในกราฟ น้ำในขณะที่มีอุณหภูมิ 0C มีเอ็นธาลปีเท่ากับ 0 ขณะที่การเพิ่มเอ็นธาลปีเข้าไป อุณหภูมิจะเพิ่มขึ้นไปตามแนวเส้น AB จุด B คือจุดอิ่มตัว หรือจุดเดือด T1 ซึ่งเป็นไปตามระดับความดันในระบบ จากจุด B ถึงจุด C เอ็นธาลปีของการกลายเป็นไอน้ำจะเพิ่มขึ้น ในขณะที่อุณหภูมิอยู่คงที่ในระดับ T1 ถ้ามีการเพิ่มเอ็นธาลปีเลยจุด C ขึ้นไป ก็จะทำให้อุณหภูมิของไอน้ำเพิ่มขึ้น เช่น หากว่าเพิ่มอุณหภูมิขึ้นไป จนถึงระดับ T2 ที่จุด D บริเวณของกราฟทางด้านขวามือของเส้น C-D นั้นก็คือ ไอร้อนยวดยิ่งนั่นเอง T2 คือ อุณหภูมิของไอร้อนยวดยิ่ง และจาก T2 ถึง T1 ก็คือ ปริมาณของความร้อนยวดยิ่งที่เพิ่มเติมเข้าไป ความดันของน้ำและไอน้ำที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ปรากฏอยู่ตามเส้น AEFG

การนำไอน้ำไปใช้

หม้อไอน้ำ หรือ หม้อน้ำ (Boiler) เป็นอุปกรณ์หนึ่งที่ผู้ต้องการนำพลังงานจากไอน้ำไปใช้นั้นต้องใช้ และมีความสำคัญมากที่สุด จึงต้องมีการดูแลรักษากันเป็นอย่างดี เพราะอาจเกิดอันตรายได้ หลังจากที่ไอน้ำที่ได้จากหม้อน้ำที่ต้มน้ำจนเดือด อุณหภูมิและความดันที่เพิ่มขึ้น ตามที่เราต้องการ ทันทีที่ไอน้ำออกจากหม้อไอน้ำ ไอน้ำจะเริ่มถ่ายทอดเอ็นธาลปีบางส่วนให้แก่พื้นผิวต่างๆ ที่มีอุณหภูมิต่ำกว่าทันที ขณะเดียวกันไอน้ำบางส่วนก็จะควบแน่นเป็นน้ำที่มีอุณหภูมิเท่าๆ กัน กระบวนการเช่นนี้ก็คือ การกลับกันของการเปลี่ยนสภาพจากน้ำไปเป็นไอที่เกิดขึ้นในหม้อน้ำ เอ็นธาลปีของการกลายเป็นไอน้ำคือ ตัวที่ไอน้ำคายออกมาในขณะที่เกิดการควบแน่นกลายเป็นน้ำ

ไอน้ำสะสม เมื่อไอน้ำผ่านไปตามท่อเรื่อยๆ ก็จะมี น้ำร้อนสะสมมากๆ ขึ้น น้ำเหล่านี้มีชื่อเรียกว่า "คอนเด็นเสท" (Condensate) ซึ่งต้องทำการระบายออก ถ้าไอน้ำในขดท่อควบแน่นเป็นน้ำในอัตราที่รวดเร็วเกินกว่าที่จะระบายคอนเด็นเสทออกไปได้ ส่วนล่างของท่อก็จะเต็มไปด้วยน้ำ เราเรียกอาการนี้ว่า "น้ำขัง" (Waterlogging) ในระยะแรกอุณหภูมิของคอนเด็นเสทจะเท่ากันกับอุณหภูมิของไอน้ำที่กำลังควบแน่น ซึ่งสำหรับผู้ไม่รู้บางท่านก็จะปล่อยให้มีน้ำขังเพราะคิดว่าเมื่อน้ำขังอุณหภูมิเท่ากับไอก็คงไม่เป็นไร แต่แท้จริงแล้วจะทำให้เกิดการสูญเสียอย่างมหาศาลและจะทำให้ขดท่อด้อยสมรรถภาพลงด้วย

ถึงแม้ว่าอุณหภูมิของไอน้ำและคอนเด็นเสท ที่เพิ่งเกิดขึ้นจะอยู่ในระดับเดียวกัน แต่อุณหภูมิของคอนเด็นเสทก็จะต้องลดลงไปเรื่อยๆ และยังคงถ่ายทอดเอ็นธาลปีให้แก่ผนังท่อและส่งต่อไปยังผลิตภัณฑ์ที่ต้องการใช้ความร้อน ทำให้ระดับความแตกต่างของอุณหภูมิระหว่างน้ำที่ควบแน่นกับผนังท่อลดลงไปและอัตราการไหลของความร้อนก็จะลดต่ำลง ยิ่งไปกว่านั้นภายในเวลาไม่นานก็จะเห็นได้ชัดเจนว่า สัมประสิทธิ์ของการถ่ายเทความร้อนระหว่างน้ำกับผนังท่อนั้นมีอยู่น้อยกว่าระหว่างไอน้ำที่กำลังควบแน่นในขดท่อ ผลของทั้งสองประการนี้หมายความว่า อัตราการไหลของความร้อนของท่อในส่วนที่มีคอนเด็นเสท จะน้อยกว่าในส่วนที่มีไอน้ำเป็นอันมาก และหากว่ายังมีการใช้ไอน้ำที่มีคอนเด็นเสทอยู่จะมีผลเสียที่ตามมาคือ

        1. ทำให้การถ่ายเทความร้อนเป็นไปโดยมีอุปสรรคเพราะชั้นบางๆ ของน้ำกลายเป็นตัวต้านทาน
        2. น้ำจะวิ่งตามไอน้ำไป ซึ่งมีความเร็วสูงไปกระแทกอัดตามชิ้นส่วนต่างๆ ทำให้เกิดการแตกร้าวได้เพราะน้ำไม่สามารถยุบตัวได้ หรือ เรียกว่า Water Hammer นั่นเอง

ขณะที่เอ็นธาลปีของน้ำอิ่มตัว ที่มีอยู่ในคอนเด็นเสทยังคงเป็นพลังงานที่มีประโยชน์ จึงจำต้องระบายน้ำออกจากท่อให้รวดเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อที่จะให้มีที่ว่างมากๆ สำหรับไอน้ำและคอนเด็นเสทที่ระบายออกมานั้นอาจนำกลับไปใช้ประโยชน์ได้อีก

และถ้าหากว่า เพื่อการใช้ไอน้ำให้เต็มประสิทธิภาพด้วยนั้น นอกจากจะต้องระบายคอนเด็นเสทแล้ว ยังต้องมองปัญหาของน้ำที่ส่งนำเข้าไปใช้ในหม้อไอน้ำ ว่าอาจมีปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้หลายอย่าง แต่ถ้าสรุปตัวปัญหาที่สำคัญจะได้แก่

        1. การเกิดตะกรันในหม้อไอน้ำ
        2. การกัดกร่อนและการแตกร้าวของโลหะ
        3. การเกิดน้ำประทุและน้ำเป็นฟอง
        4. การเกิดสิ่งแปลกปลอมปนอยู่ในไอน้ำ

ดังนั้น จึงเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและสำคัญเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องดูแลรักษา น้ำ และหม้อน้ำเพื่อการใช้ให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด

ประเภทการใช้ไอน้ำ

เครื่องจักรไอน้ำ การนำไอน้ำที่ผลิตออกมาได้จากหม้อไอน้ำนำไปใช้งาน สามารถแบ่งประเภทของการใช้งานได้ 2 ประเภท คือ

        1. ใช้ขับเครื่องกังหันไอน้ำ เครื่องจักรไอน้ำอันเป็นเครื่องจักรต้นกำลัง
        2. ใช้เป็นตัวถ่ายเทความร้อน ซึ่งมี 2 ลักษณะกล่าวคือ ใช้ถ่ายเทโดยตรง เช่น อบนึ่ง ฆ่าเชื้อโรคและใช้โดย อ้อมโดยผ่านเข้าไปในขดแลกเปลี่ยนความร้อน

การใช้ไอน้ำในกิจการอุตสาหกรรมในสภาพที่สมบูรณ์ที่สุดคือ การผลิตไอน้ำให้ได้กำลังดันสูงและอุณหภูมิสูงที่สุด แล้วใช้ไอน้ำนั้นไปขับเครื่องกังหันไอน้ำ ฉุดเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเพื่อผลิตไฟฟ้ามาใช้ ส่วนไอเสียที่ได้จากเครื่องกังหันจะเป็นไอน้ำความดันต่ำ นำไปถ่ายเทความร้อนที่ได้จากการกลั่นตัว กลับไปใช้เป็นน้ำป้อนในหม้อไอน้ำได้อีก ซึ่งจะสามารถประหยัดเชื้อเพลิงไปได้อีกถึง 80% แต่ในทางปฏิบัติจริงๆ ไม่สามารถกระทำได้เนื่องจาก

        1. อุตสาหกรรมขนาดเล็ก
        2. หม้อไอน้ำผลิตไอน้ำความดันสูงมีราคาแพงมาก
        3. ระบบไอน้ำซับซ้อนและมีการลงทุนสูง

ดังที่ได้กล่าวมาทั้งหมดข้างต้นนั้น เป็นเพียงส่วนเล็กน้อยในการใช้พลังงานความร้อนจากไอน้ำแต่การใช้พลังงานความร้อนชนิดนี้ทุกๆ ส่วน มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำการศึกษาอย่างละเอียดเพื่อการใช้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงอยากให้ทุกท่านที่มีความเกี่ยวข้องกับการใช้พลังงานความร้อนจากไอน้ำได้ประโยชน์จากเงินที่ท่านจ่ายไปเพื่อการผลิตไอน้ำขึ้นมาให้ได้มากที่สุดในสภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้……

เอกสารอ้างอิง
สไปแร็กซ ซาร์โก, 2538, "หลักสูตรการใช้ไอน้ำ", หน้า 5-14



News

สปส.ลดเก็บเงินสบทบ "ลูกจ้าง-นายจ้าง" เหลือ 3% เริ่ม 1 ก.ค.นี้ article
สกัด ปชช.แตกตื่นไข้หวัดหมู "มาร์ค" สั่งคุมเข้ม-งัดแผนด่วนรับมือ article
ยันหมูไทยไร้ไข้หวัด แนะรัฐงดนำเข้าเครื่องในหมูนอกทันที
ปตท.รับฟันค่าการตลาด 2 บ.โวยการลดราคา อย่าดูแบบวันต่อวัน
“กรณ์” เร่งโรดโชว์ ตปท.กล่อมนักลงทุน เน้นแจงข้อเท็จจริง ศก.-การเมือง
ประกาศกรมโรงงานอุตสาหกรรมเรื่อง หลักสูตรผู้ควบคุมประจำหม้อน้ำหรือหม้อต้มที่ใช้ของเหลวเป็นสื่อนำความร้อน พ.ศ. ๒๕๕๑
การประหยัดพลังงานโดยการปรับปรุงคุณภาพน้ำเติมถังน้ำป้อนของหม้อไอน้ำ
มารู้จักกับน้ำกันเถอะ article
เกร็ดลดโลกร้อน article
ภาวะโลกร้อน (Global Warming) article
รอบรู้สิ่งแวดล้อม พลังงานและสิ่งแวดล้อม article
LPG กับความปลอดภัยในการทำงาน
เล่าเรื่องเกี่ยวกับ : การทำงานของหม้อไอน้ำ
ทางเลือกสำหรับ Cooling Tower ในการบำบัดน้ำ
เชื้อแบคทีเรียลีจิโอเนลลาคืออะไร
มารู้จักกับ...สตีมแทรป( A Steam Trap Primer)
ทางเลือกสำหรับ Cooling Tower ในการบำบัดน้ำ
วิธีการหลีกเลี่ยงการเกิดปัญหาขึ้นในหม้อไอน้ำ
กรณีศึกษาอุบัติเหตุเพลิงไหม้โรงงานผลิตแป้งมันสำปะหลัง ที่มีการใช้หม้อต้มน้ำมันร้อน
การบํารุงรักษาหม้อไอนํ้ า
มาตรการความปลอดภัยเกี่ยวกับ หม้อไอน้ำและหม้อต้มฯ ปี 2549 article
การปรับแต่งคุณภาพน้ำ article
หม้อไอน้ำ article
กฎความปลอดภัยเกี่ยวกับหม้อน้ำ article
การผุกร่อนของเครื่องจักรที่เกิดจาก....น้ำ article
การนำ Condensate กลับมาใช้งาน article
การป้องกันและควบคุมหม้อไอน้ำ article
ความร่วมมือด้านพลังงานกับตะวันออกกลาง article
นิยามของทรัพยากรน้ำ article
ผลกระทบต่อทรัพยากรน้ำ article
ความร่วมมือด้านพลังงานไทย-จีน article
ประหยัดพลังงานภาคอุตสาหกรรม article
วิธีง่ายๆในการประหยัดไฟ article
ปัจจัยหลักที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม article
การกำจัดของเสียจากโรงงานอุตสาหกรรม article
ทำไมต้องใช้เคมี? article



dot
Oracle Chemical Ltd.,Part.
dot
bulletHome
bulletAbout us
bulletProducts
bulletServices
bulletNews
bulletท่านมีปัญหา เรามีคำตอบ
bulletContact us
dot
ค่ามาตรฐานต่างๆ
dot
bulletมาตรฐานคุณภาพน้ำประปาของการประปานครหลวง
bulletมาตรฐานคุณภาพน้ำใต้ดิน
bulletมาตรฐานคุณภาพน้ำทิ้งจากโรงงานและนิคมอุตสาหกรรม
bulletมาตรฐานอากาศเสียที่ระบายออกจากโรงงานอุตสาหกรรม
dot
บทความและข่าวสาร
dot
bulletทำไมต้องใช้เคมี ?
bulletสถาบันที่มีการฝึกอบรมหลักสูตร "ผู้ควบคุมประจำหม้อน้ำ"
bulletการป้องกันและควบคุมหม้อไอน้ำ
bulletการนำ Condensate กลับมาใช้งาน
bulletการผุกร่อนของเครื่องจักรที่เกิดจาก....น้ำ
bulletการป้องกันและควบคุมหม้อไอน้ำ
bulletกฎความปลอดภัยเกี่ยวกับหม้อน้ำ
bulletหม้อไอน้ำ
dot
หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
dot
bulletกระทรวงอุตสาหกรรม
bulletกรมโรงงาน กระทรวงอุตสาหกรรม
bulletสำนักโรงงานอุตสาหกรรมรายสาขา1 - 5
bulletสำนักโรงงานอุตสาหกรรมรายสาขา 6
bulletสำนักงานทะเบียนเครื่องจักรกลาง
bulletสำนักเทคโนโลยีความปลอดภัย
bulletสำนักเทคโนโลยีน้ำและการจัดการมลพิษโรงงาน
bulletสำนักควบคุมวัตถุอันตราย
bulletศูนย์ข้อมูลวัตถุอันตรายและเคมีภัณฑ์
bulletสถาบันเทคโนโลยีน้ำอุตสาหกรรม
bullet กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์
bulletสมาคมส่งเสริมความปลอดภัยและอนามัยในการทำงาน (ประเทศไทย)
bulletกรมควบคุมมลพิษ กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ
bulletกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน
bulletกระทรวงพลังงาน
bulletสถาบันพลังงานเพื่ออุตสาหกรรม
bulletสำนักส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (SIPA)
bulletวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์
bulletสถาบันไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์
dot
Downloads
dot
bulletDownload Catalog
bulletเอกสารรับรองความปลอดภัยการใช้หม้อไอน้ำ
bulletเอกสารรับรองความปลอดภัยในการใช้หม้อต้มที่ใช้ของเหลวเป็นสื่อนำความร้อน
bulletเอกสารรับรองความปลอดภัยในการใช้หม้อหม้ออบไอน้ำหรือภาชนะรับแรงดัน
bulletเอกสารขึ้นทะเบียนผู้ควบคุมหม้อไอน้ำ
bulletเอกสารต่อทะเบียนผู้ควบคุมหม้อไอน้ำ
dot
Links
dot
bulletreadyplant.com
bulletGoogle.co.th
bulletSanook.com
bulletKapook.com
bulletNECTEC




Copyright © 2010 All Rights Reserved.